ริค ปราโด้ เรื่องราวสั้นๆของอดีต CIA ผู้ปฏิบัติงานมาแล้วทั่วทุกมุมโลก...กว่า 24 ปี

               ริค ปราโด้ (Ric Prado) เป็นชาวคิวบาโดยกำเนิด เขาเกิดในปี ค.ศ.1952 ในช่วงยุคที่ฟิเดล คาสโตรเรืองอำนาจ และเมื่อเขาอายุได้ 10 ขวบ ในปี ค.ศ.1962 พ่อแม่ของเขาได้ตัดสินใจส่งเขาไปที่สหรัฐอเมริกาเพื่ออิสรภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เนื่องในตอนนั้น ธุรกิจของครอบครัวริคซึ่งก็คือธุรกิจการคั่วกาแฟถูกทางการยึดไป

"ริคในชุดนักประดาน้ำเมื่อครั้งที่เขายังประจำการอยู่ในกองทัพอากาศสหรัฐ"

 

               ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมทำงานกับ CIA ริค ได้เข้าร่วมหน่วยปฎิบัติการพิเศษกองทัพอากาศสหรัฐในฐานะ “พลร่มกู้ภัย” (Pararescure) เป็นเวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ถึงปี ค.ศ.1981 ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นช่วงสิ้นสุดของสงครามเวียดนามและเจตจำนงของริคในการเข้ามาเป็นทหารคือการที่เขาจะได้ไปต่อสู้ในเวียดนามแต่เจตจำนงของเขานั้นก็ต้องสูญสลายไปทำให้ริคได้หันเหความสนใจของเขาไปสู่สำนักข่าวกรองกลางหรือ CIA นั่นเอง ในช่วงแรกริคถูกปฎิเสธการสมัครเข้าทำงานกับ CIA เนื่องจากจำนวนคนในองค์กร ณ ตอนนั้นมีความเพียงพอแล้ว แต่แล้วโอกาสของเขาก็มาถึงเมื่อทางหน่วย CIA ต้องการบุคลากรที่สามารถพูดภาษาสเปนได้เพื่อที่จะเข้าไปแฝงตัวและฝึกฝนให้กับกลุ่มต่อต้านที่อยู่ในประเทศนิคารากัวเพื่อต่อสู้กับกลุ่มซานดินิสตา (Sandinista National Liberation Front) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต

"ริคขณะฝึกการใช้อาวุธให้กลับกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านกลุ่มซานดินิสตา"

 

               ในครั้งหนึ่งเขาเคยฝึกชาวประมงที่เป็น “นักงมกุ้งลอบสเตอร์” เพื่อให้สามารถปฎิบัติงานได้เทียบเท่ากับ “มนุษย์กบ” ซึ่งครั้งหนึ่งเหล่านักงมกุ้งเคยทำการก่อวินาศกรรม หลายครั้งหลายคราวที่เขาเกือบถูกสังหาร ทั้งหมดนี้อยู่ในการปฏิบัติการครั้งแรกของเขา

"นักงมกุ้งลอบสเตอร์ที่ริคฝึกให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานก่อวินาศกรรมได้"

 

               นอกจากนิคารากัวแล้วนิคก็ได้ถูกส่งไปยังประเทศอื่นๆ อย่าง เปรูและฟิลิปปินส์เพื่อสนับสนุนการต่อต้านกองกำลังคอมมิวนิสต์ในประเทศเหล่านั้นอีกด้วยและยังมีอีกหลายประเทศที่นิคได้ไปปฎิบัติงานแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังถือว่าเป็นชั้นความลับและยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะชนได้

"ริคบนเฮลิคอปเตอร์ของบริษัท Black Water ในประเทศอิรัก"

               ภายหลังยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง สงครามรูปแบบใหม่ได้คลืบคลานเข้าซึ่งนั่นทำให้รูปแบบงานของนิคนั้นได้เปลี่ยนไปด้วย ในปีค.ศ.1995 เขาเป็นกลุ่มคนแรกๆใน CIA ที่ได้รับมอบหมายให้แกะรอยศัตรูผู้ซึ่งเขานั้นไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนและชื่อของศัตรูผู้นั้นมีนามว่า “โอซามา บินลาเดน” ณ ตอนนั้นได้มีการเสนอแผนการในการสังหารบินลาเดนแทบทุกสัปดาห์ในขณะที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองคาร์ทูม ประเทศซูดานแต่เหตุผลเดียวที่บินลาเดนไม่ได้ถูกสังหารก็เพราะในช่วงเวลานั้นเขาไม่ใช่เป้าหมายหลักของ CIA ในตอนนั้นแต่เป็น “คาร์ลอส เดอะ แจ็คเคิล” ผู้ต้องหาก่อเหตุบุกจับตัวประกันในที่องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย

 

               ริคได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ณ ตอนนั้นพวกเขาสามารถทำได้ถึงการลักพาตัวบินลาเดนไป แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตซึ่งแน่นอน ริคเชื่อว่าถ้าหากเขาและทีมของเขาสามารถลักพาตัวบินลาเดนมาได้และทำการควบคุมตัวและสอบสวนในตอนนั้น เหตุการณ์อย่าง วินาศกรรม 11 กันยายน ก็อาจสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นได้

"ริคในปี 2000 ในทวีปแอฟริกาซึ่งเขาไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นประเทศใด"

 

               ริคตัดสินใจเกษียณออกมาจาก CIA หลังจากการมีปากเสียงระหว่างเขาและเบื้องบน ซึ่งหลังริคตัดสินใจออกจาก CIA เขาได้เขียนหนังสือชื่อว่า “Black Ops – The life of a CIA shadow warrior” ซึ่งก่อนที่หนังสือของเขาจะถูกตีพิมพ์ได้นั้น เขาต้องส่งมันไปที่ CIA เพื่อให้ทาง CIA พิจารณาถึงข้อมูลต่างๆที่เขาได้เขียนลงไปในหนังสือของเขาและแม้เขาจะอายุ 70 ปีแล้วก็ตาม ริคยังคงทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้กับหน่วยสวาทท้องถิ่นในฟลอริดาอยู่

"ริคในปัจจุบันที่ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้กับหน่วยสวาทท้องถิ่นในฟลอริดา"